
ช่วงที่ยังทำงานอยู่ ได้มีโอกาสไป workshop เรื่องเกี่ยวกับโภชนาการของเด็กและครอบครัว ฟังไปฟังมาก็สะท้อนหลายอย่าง แต่บางอย่างก็อาจจะต้องปรับก่อนเอามาใช้กับบ้านเรา
อ่อ อันนี้รู้สึกมาสักพักใหญ่ๆ แล้วล่ะ บางที ปุ้มอาจจะเป็นคนพิเศษคนหนึ่งก็ได้นะ ฮ่ะๆ แบบว่ายังไงล่ะ ปุ้มเองมีปัญหา sensory มากๆ มือเลอะไม่ได้ เท้าเลอะไม่ได้ ต้องรีบล้าง .. ไม่ชอบเปียก ไม่ชอบเฉอะแฉะ ถ้าเจอพื้นเปียก เท้าจะจิกโดยอัตโนมัติ ยิ่งสงกรานต์ไม่ต้องพูดถึง ถ้าตัวเปียกแบบไม่ได้ตั้งใจเล่นน้ำให้เปียกเอง นี่ .. ปุ้มแทบคลั่ง
ปัญหา sensory ที่ปากก็หนัก ปุ้มจัดเป็นพวก picky eater เลือกกินมากๆ กินอะไรแปลกๆ ไม่ได้ ไม่ชอบ ไม่อยากลอง มันแหยะ แต่สำหรับของที่กินได้ กลับกินได้ตลอด กินซ้ำติดกันได้หลายมื้อ .. อ่อ ตอนเด็กมากๆ เป็นหนักขนาดไม่เอายาสีฟันเลย มันไม่ได้ ไม่ได้จริงๆ
ปัญหาสังคมก็มีบ้าง ปุ้มเป็นคนชอบสังคมนะ เด็กๆ ไปเล่นที่ไหน จะมีเพื่อนเป็นกลุ่มเด็กด้วยกันตลอด รู้จักรึเปล่าไม่รู้ แต่จะเข้าหาและเล่นด้วยได้ … ส่วนปัญหาอยู่ที่ “การพูด” มากกว่า ปุ้มจัดเป็นคนปากหมาเลยแหล่ะ หึหึ พูดไม่ค่อยถูกกาละเทศะ แบบว่า คิดแล้วนะ แต่คิดไม่ได้ เลยพูดไม่เข้าหูผู้ใหญ่บ่อยๆ
อีกเรื่อง คือ ปุ้มเป็นพวกย้ำคิดย้ำทำ อะไรที่คิดจะทำแล้วต้องทำ ต้องทำให้ได้ .. รอไม่ได้ หยุดไม่เป็น ยั้งไม่อยู่ อะไรทำนองนั้นเลย จะต้องดิ้น หรือ กระตือรือร้นตลอดเวลา เพื่อให้มั่นใจว่า จะได้ จะสำเร็จ
ไม่อยากจะบอกว่า ตัวเองไปตกอยู่ใน spectrum ของ Autism เยอะเหมือนกันนะ T_T .. ใครจะไปรู้ ถ้าปุ้มเกิดช้ากว่านี้ อาจจะโดนประเมินไปแล้วก็ได้ ฮ่ะๆ
อ่อ แต่ปุ้มเข้าใจพวกนามธรรม แล้วก็มีจินตนาการได้นะ อิอิ
ที่ไปฟังมาเค้าพูดถึงเกี่ยวกับการรับประทานอาหารของเด็กเล็กด้วยค่ะ ถูกใจตรงที่เค้าบอกว่า “Don’t set a desirable thing as a reward. The kids will just eat quickly and won’t know how much food they exactly need.” คือ อย่าสร้างรางวัลเป็นของจูงใจให้เด็กทาน เพราะเด็กจะรีบๆ ทาน โดยไม่สนใจหรอกว่า ตัวเองจะอิ่มรึป่าวค่ะ
ซึ่งปุ้มเองก็ไม่เคยคิดถึงตรงจุดนี้นะ เพราะบางทีปุ้มเองก็เอาสิ่งจูงใจมาเป็นรางวัลให้เด็กทานเหมือนกัน ... แต่พอมองย้อนกลับไปตัวเองสมัยเด็กๆ ก็ถึงบางอ้อ คือ เวลาไปทานข้าวตามร้านอาหารที่มีสนามเด็กเล่น ปุ้มมักถูกตั้้งเงื่อนไขว่า ต้องทานข้าวก่อน ถึงจะออกไปวิ่งเล่นได้ นั่นล่ะ ปุ้มก็กินๆ แค่กินจะได้ไปเล่น อิ่มรึเปล่าเนี่ย ไม่รู้เหมือนกัน
เด็กจะทานได้ดีกว่า เมื่อเราเสิร์ฟอาหารเค้าในปริมาณขนาดสำหรับเด็ก โดยเด็กจะเริ่มทานปริมาณขนาดผู้ใหญ่ได้ตอนประมาณ 5 ขวบค่ะ และก็เป็นเรื่องปกติของเด็กมากๆ ที่วันนี้อาจจะทานได้มาก อีกวันอาจจะทานได้น้อย ดังนั้น พ่อแม่ไม่ต้องกังวลค่ะ
ในขณะเดียวกัน พ่อแม่ ผู้ใหญ่ควรจะเป็นตัวอย่างที่ดีด้วยค่ะ เวลาทานอาหารก็ควรทานพร้อมๆ กัน อันที่จริง มีงานวิจัยหลายอย่างแนะนำมาว่า ไม่ควรดูโทรทัศน์ระหว่างทานข้าว เพราะช่วงเวลาทานข้าวนั้น เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ที่คนในครอบครัวจะมีปฏิสัมพันธ์กันได้พร้อมหน้าค่ะ
สำหรับเด็กที่ทานยาก เค้าก็มีวิธีแนะนำเพื่อช่วยให้เด็กลองทานอาหารใหม่ๆ ได้มากขึ้น เช่น
พาเด็กไปซื้อกับข้าวด้วยกัน ให้เค้ามีส่วนในการตัดสินใจว่า จะซื้ออะไร จะทำอาหารอะไรดี ลองนี่ดีไม๊ ลองนั่นดีรึเปล่า ทานส้มหรือแอปเปิ้ลดี เป็นต้น
ให้เด็กช่วยงานในครัว ขณะทำอาหาร อาจจะต้องเป็นงานที่เหมาะสมกับวัย เช่น ช่วยล้างผัก ผลไม้ หรือ ตวงเครื่องปรุง เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น
ให้เด็กช่วยจัดโต๊ะ เตรียมจาน ชาม ช้อน ส้อม กระดาษเช็ดปาก แก้วน้ำ อาจจะสนับสนุนให้ลูกเสนอไอเดียการจัดโต๊ะอาหารก็ได้นะคะ เช่น เอาดอกไม้มาแต่งดีไม๊ หรือ จัดโต๊ะแบบไหนดี ตกแต่งประดิษฐ์กระดาษรองจาน เป็นต้น
ที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ ไม่ว่าลูกจะทำอะไรก็แล้วแต่ เช่น ช่วยเลือกของ เสนอไอเดีย ช่วยล้างผัก อย่าลืม “ชม” เค้าด้วยค่ะ บอกให้เค้ารู้ว่า เราภูมิใจในตัวเค้าแค่ไหน ที่เค้าช่วยงานเรา ถ้าจะให้ดี ชมเค้าต่อหน้าคนอื่นเลยค่ะ อาจจะบอก คุณตา คุณยายว่า วันนี้หลานของเค้าเป็นเด็กดี ช่วยทำอะไรบ้าง … ป่าวประกาศแบบนี้ เด็กจะภูมิใจในตัวเองมากๆ ค่ะ
ส่วนการหลอกล่อให้ทดลองทานอาหารใหม่ๆ นั้น เค้าแนะนำว่า
เวลานำเสนออาหารใหม่ๆ ให้เอามาพร้อมๆ กับอาหารที่เค้าคุ้นเคยค่ะ การเอาแค่อาหารใหม่ ๆ ใส่จานมาให้เค้าทาน บางทีมันก็ดูน่ากลัวเกินไปค่ะ แล้วก็ชักชวนให้เค้าลอง ทำบรรยากาศให้น่าลองนะคะ อย่าบังคับขู่เข็ญเด็กให้ทาน เพราะเด็กอาจจะฝังใจและทำใจให้ชอบลำบาก
แล้วก็ควรนำเสนออาหารเมนูใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอค่ะ (บ้านปุ้มเอง ชอบทานอะไรซ้ำๆ กัน ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ๆ นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ปุ้มไม่ชอบลองทานอะไรใหม่ๆ ก็ได้ค่ะ) ให้เด็กเรียนรู้ว่า การลองอะไรใหม่ๆ เนี่ย มันเป็นเรื่องธรรมด๊า ธรรมดามากๆ แต่ผู้ใหญ่ก็ต้องเป็นตัวอย่างด้วยนะคะ คือ ผู้ใหญ่ก็ต้องทานด้วย แล้วก็ต้องทานอย่างอร่อยด้วยค่ะ เพราะเด็กๆ น่ะ แอบสังเกตท่าทางของพวกเราอยู่
กรณีนี้ ถึงจะทรมาน ก็ต้องทำเหมือนว่า อร่อยเสียเต็มประดาค่ะ .. ปุ้มเคยโดนมาแล้ว คือ ปุ้มเนี่ย เป็นโรคไม่ถูกกับสีเขียว แล้วบล็อคโคลี่ ก็เป็นหนึ่งในสีเขียวที่ปุ้มเกลียดม๊ากกกกกเลยอ่ะ ทีนี้ ตอนฝึกงาน ก็ต้องเสิร์ฟอาหารกลางวันเด็กๆ แล้วนั่งทานด้วยกัน แล้วที่นี่ บล็อคโคลี่มันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันเค้ากันเลยอ่ะ … พอวันนั้น มีเด็กไม่ยอมกินบล็อคโคลี่ ปุ้มก็แบบ จะปฏิเสธไม่เอา ไม่กินด้วยก็ไม่ได้ เดี๋ยวเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี เลยต้องกล้ำกลืนฝืนทนกินเป็นตัวอย่างด้วยใบหน้ายิ้มแย้มสุดๆ T^T .. นรกบนดินค่ะ
เด็กอาจจะปฏิเสธในการลองทานอะไรใหม่ๆ ในช่วงแรกๆ พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ควรละความพยายามค่ะ ควรจะเอามาให้เด็กลองเรื่อยๆ โดยอาจจะเปลี่ยนวิธีการปรุงเป็นคนละแบบ เด็กอาจจะปฏิเสธไปสัก 10 ครั้ง แต่เค้าอาจจะเปิดใจรับมันในครั้งที่ 11 ได้ค่ะ
อย่างตัวปุ้มเองเนี่ย กินยากสุดๆ อาหารบางอย่าง ปรุงแบบนี้ ปุ้มจะไม่แตะเลย แต่ถ้าทำออกมาอีกแบบนึงก็โปรดนักล่ะค่ะ เช่น ง่ายๆ เลย คือ มันฝรั่ง ถ้าเป็นมันต้ม มากับน้ำซุป พวกนี้ทานไม่ได้เลยค่ะ มันแหยะมาก .. แต่ถ้าเป็นมันทอด หรือ มันบด กับน้ำเกรวี่ เนี่ย .. ถึงไหนถึงกันค่ะ
ที่สำคัญ ควรหลีกเลี่ยงการตีตราว่า “ลูกชอบกินนี่” หรือ “ลูกไม่ชอบกินนั่น” เพราะเด็กเปลี่ยนใจวันละร้อยแปดหนค่ะ วันนี้เค้าอาจจะไม่ชอบกินผัก แต่วันพรุ่งนี้เค้าอาจจะชอบกินม๊ากกกกกกก็ได้ค่ะ
ทั้งหมดนี่เป็นไอเดียส่วนหนึ่งที่ได้มาค่ะ ฟังไปฟังมา ปุ้มก็รู้สึกว่า เออ มันเป็นเรื่องพื้นฐาน ทำได้ง่ายๆ ที่พวกเรามักนึกไม่ถึงนะเนี่ย
ข้อแนะนำพวกนี้เหมาะที่จะนำใช้กับเด็กอายุ 3 ขวบขึ้นไปค่ะ สำหรับเด็กที่เล็กกว่านั้น เค้าจะเน้นเรื่องของความหลากหลายของอาหารและโภชนาการที่เด็กควรได้รับค่ะ
ใครเอาไปลองใช้กับที่บ้าน ได้ผลยังไง เล่าสู่กันฟังได้ค่ะ
ปล. เริ่มขายสมบัติ เตรียมตัวกลับบ้านแล้วค่ะ T_T
-คุณครู`ปากาป๋อง-
06 ม.ค. 2553 เวลา 10:54 น.

บ้านนี้ยังกินยากเหมือนเดิมค่ะ
เหอะๆ
ไว้เจ้าพัตเตอร์โตขึ้นจะเอามาปรับใช้นะคะ
แม่พัตเตอร์
โอเคค่ะ เราจะกลับไปช่วยเมืองไทยกันพี่ปุ้ม แต่บัวต่อให้พี่ปุ้มก่อนนะคะ
ที่บ้านแก้ชงยังไงคะ เล่าสู่กันฟังบ้างนะ
ขอบคุณค่ะ
แอบสงสัยเหมือนกันว่าแป้นควรได้ทานอาหารปริมาณเท่าพวกเราหรือยัง
ฮ่าๆ แหง่วววว
พี่ยังไม่รู้เลยว่าจะบอกมาริสาเค้ายังไง
แต่พอน้องปุ้มแนะนำ พี่พอมีทางออกแล้ว
คงต้องบอกไปแบบที่แนะนำมา
เค้าคงเข้าใจและคงจะคิดถึงซินนาม่อนมากๆแน่ๆเลย
ตอนนี้อ้วนขนาดนี้.. สายเกินแก้แล้วใช่มั๊ยคะ